เดือน: พฤศจิกายน 2019

การใช้โทรศัพท์ในยุคนี้ดีอย่างไร

ต้องยอมรับกับในยุค 4.0 นี้ว่ามีการพัมนาล้ำจริงๆ เรื่องที่ไม่คิดและคาดว่ามันจะเป็นไปได้ก็เป็นไปแล้ว ย้อนไปในสมัย 100 ปีที่แล้ว คำว่าอินเตอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือหากไปพูดกันในสมัยนั้นคงงงกันเป็นไก่ตาแตกเป็นแน่ เพราะโทรศัพท์ยังแทบจะไม่มีใครรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ จำได้ว่าเริ่มมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนเป็นการใช้ในปัจจุบัน 

โทรศัพท์ได้มีการพัฒนามาได้อย่างไร

คุณรู้หรือไม่ว่าโทรศัพท์นั้นมีตำนานเล่ากันไว้เป็นการถูกบันทึกเรื่องราว  เมื่อ พ.ศ.2424 ซึ่งตรงกับในยุคของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ถูกสั่งให้นำโทรศัพท์เข้ามาใช้งานเป็นครั้งแรกเพื่อการติดต่อในด้านของกิจการและเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของเรา ซึ่งมีการบรรทึกไว้ดังนี้ การติดตั้งโทรศัพท์ในสถานที่ต่างๆ ซึ่งได้แก่ ที่กรมอู่ทหารเรือกรุงเทพฯ 1 เครื่อง และยังมีที่ ป้อมยามปากน้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการอีก 1 เครื่อง รวม 2 เครื่อง เพื่อเป็นการแจ้งข่าวสำหรับการเดินเรือสำหรับการเข้าและออกในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อบอกกล่าวให้ทางกรุงเทพฯได้ทราบ

และนั้นก็คือจุดเริ่มต้นในการใช้โทรศัพท์ของประเทศไทย และได้มีการพัฒนาขึ้นมาจนสมัยนี้ ซึ่งต้องบอกว่าการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะขนาดเด็กเล็กๆก็ใช้โทรศัพท์ด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่คนเฒ่าคนแก่ก็ยังมีโทรศัพท์ใช้กันถ้วนน่า

การใช้โทรศัพท์ในยุคนี้ดีอย่างไร

การที่มีโทรศัพท์และอิเล็กทรอนิกส์ในยุคนี้มีความดีหลากหลายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารที่อยู่ไกลกันและเป็นการสื่อสารด้านทางต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน หรือแม้แต่การเรียนการสอนที่ต้องใช้เทคโนโลยีทางด้านนี้ด้วยกันทั้งสิ้น 

เรามักจะมองเห็นคนในวัยกลางคนได้ใช้โทรศัพท์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งคนในวัยนี้ต่างก็ใช้แอปพิเคชั่นด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกเลยที่คนสมัยนี้ยอมเดินทางมาหางานไกลบ้าน เพราะไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตามก็ยังสามารถติดต่อสื่อสารกับที่บ้านได้เปรียบเสมือนอยู่ด้วยกัน

นอกจาการติดต่อสื่อสารกับทางครอบครัวที่แสนจะสะดวกสบายแล้ว เรายังสามารถสั่งสินค้าผ่านทางโทรศัพท์หรือแอปต่างๆได้อีกด้วย เป็นการสะดวกและสบายสำหรับคุณแม่บ้านหรือคนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการหาซื้อสินค้าได้อีกทางหนึ่ง 

จะเห็นได้ว่านอกจากโทรศัพท์จะมีการสื่อสารได้แล้วก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้อีกด้วย แต่นอกจากนั้นยังสามารถเปิดแอปดูหนัง ฟังเพลง และที่สำคัญสามารถหาคู่ผ่านโซเชี่ยลต่างๆได้อีก และยิ่งไปกว่านั้นการเล่นโทรศัพท์ยังพัมนาให้เราหาเงินกับมันได้อีกด้วยนะ ด้วยการไลฟ์ขายสินค้า หรือโพสขายสินค้า และเป็นการขายของออนไลน์ซึ่งมีบริการส่งยันหน้าบ้านเลยจ้า

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับด้านคอมพิวเตอร์

 

สาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์ช้า วินโดวส์พังหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตอนซื้อคอมพิวเตอร์มาตอนแรกคอมพิวเตอร์ถึงทำงานได้อย่างรวดเร็ว แต่พอใช้งานไปสักพัก

คอมพิวเตอร์เริ่มเปลี่ยนไปไม่ค่อยเหมือนเดิม เหมือนกับวลีที่กล่าวไว้ว่าสามวันจากนารีเป็นอื่น เพราะคอมพิวเตอร์ตอนนี้ทำอะไรก็ดูแย่ไปหมดไม่ว่าจะเป็นตอนบูตเครื่องก็ช้า

เปิดโปรแกรมก็ช้านอกจากนี้แล้วเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด คอมพิวเตอร์ปรากฏหน้าจอสีฟ้ามีโค้ดเป็นแถวยาวๆ บ่งบอกให้รู้ว่ามีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแล้วและที่สำคัญบูตเครื่องเข้าวินโดวส์ไม่ได้ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยๆ กับ คอมพิวเตอร์โดยสาเหตุของปัญหาอาจจะเกิดจากฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์เอง

สรุปได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ปัญหาทางด้านฮาร์ดแวร์ และปัญหาทางด้านซอฟต์แวร์ดังนั้นการวางแผนซ่อมบำรุงดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ (Computer Maintenance)จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยตรวจเช็ก ซ่อมบำรุง ดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาส่วนต่างๆของคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

ปัญหาคอมพิวเตอร์ทางด้านฮาร์ดแวร์

สำหรับฮาร์ดแวร์หลักๆที่มันเป็นสาเหตุทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานผิดปกติก็ประกอบไปด้วย เมนบอร์ด ซีพียูแรม ฮาร์ดดิสก์ และการ์ดจอ เป็นต้น ซึ่งปัญหาทางด้านฮาร์ดแวร์
และการตรวจเช็ก

 

แก้ไขปัญหาจะมีรายละเอียดดังนี้

คอมพิวเตอร์รีสตาร์ทบ่อยเมื่อคอมพิวเตอร์มีปัญหา หรือมีอาการรีสตาร์ทบ่อยๆ ไม่รู้เป็นอะไรฮาร์ดแวร์ทุกอย่างทำงานเป็นปกติ แต่พอสักพักไม่เกิน 1 นาที
เมื่อคอมพิวเตอร์กำลังบูตเข้าหน้าวินโดวส์คอมพิวเตอร์กลับรีสตาร์ทตัวเองแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่หรือบางครั้งหลังจากโหลดหน้าวินโดวส์เสร็จแล้ว กำลังใช้งานโปรแกรม
คอมพิวเตอร์กลับรีสตาร์ทตัวเอง เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ

คำถามคือปัญหาหรืออาการนี้มักเกิดจากสาเหตุอะไร

สำหรับปัญหานี้มักเกิดจากตัวคาปาซิเตอร์บนเมนบอร์ดรั่ว หรือทะลุและแรมเกิดความเสียหาย หรือหน้าสัมผัสสกปรก เพราะเมื่อไรที่คุณเจอปัญหานี้อย่างแรกคุณต้องตรวจเช็กเมนบอร์ด และแรม โดยสังเกตคาปาซิเตอร์ที่อยู่ใกล้ๆเมนบอร์ดว่ามีรอยรั่ว หรือทะลุหรือไม่ ถ้าหากมีก็ต้องรีบเปลี่ยนคาปาซิเตอร์หรือไม่ก็เปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่

แต่ก็ต้องเลือกเมนบอร์ดที่สนับสนุนการทำงานของซีพียู กับแรมตัวเก่าด้วยส่วนแรมให้ตรวจเช็กด้วยเครื่องมือ Memory Diagnostics Toolและให้ทำความสะอาดหน้าสัมผัส หรือขาทองแดงแรมด้วยการใช้ยางลบหรือสเปรย์ทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ความรู้เบื้องต้นคอมพิวเตอร์กับการแบ็คอัพและเรียกคืนข้อมูล 

 

ฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก ฮาร์ดดิสก์ชนิดนี้จะใช้จานแม่เหล็กหรือจานดิสก์ (Disk Platter) ในการเก็บข้อมูล

โดยมีอินเทอร์เฟซหรือพอร์ตเชื่อมต่อแบบ IDEหรือ PATA (IDE : Integrated Drive Electronics, PATA : Parallel AdvancedTechnology Attachment), SATA (Serial Advanced Technology Attachment)และ SCSI (Small Computer System Interface) เป็นต้น

ซึ่งขนาดของฮาร์ดดิสก์มีขนาด 2.5 และ 3.5 นิ้ว โดยฮาร์ดดิสก์ขนาด 2.5 นิ้วจะถูกติดตั้งใช้งานบนเครื่องโน๊ตบุ๊ค ส่วนฮาร์ดดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วจะถูกติดตั้งใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ และเซิร์ฟเวอร์ส่วนความเร็วรอบในการเข้าถึงข้อมูลจะมีความเร็วตั้งแต่ 5400, 7200, 10,000รอบต่อนาที (RPM : Revolution Per Minute) และอัตราในการถ่ายโอนข้อมูล
(Transfer Rate) ของฮาร์ดดิสก์ที่มีอินเทอร์เฟซแบบ IDE หรือ PATAจะมีความเร็วตั้งแต่ 33, 66, 100, 133 MB/s ขึ้นไป


ส่วนฮาร์ดดิสก์ที่มีอินเทอร์เฟซแบบ SATA มีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลตั้งแต่150 – 600 MB/s และฮาร์ดดิสก์ที่มีอินเทอร์เฟซแบบ SCISมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลตั้งแต่ 1 – 10 GB/s

ในขณะที่ขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ที่มีใช้งานก็จะมีความจุตั้งแต่ 40, 80, 120, 160,320, 500 GB, 1000 (1 TB), 2000 (2 TB)ฮาร์ดดิสก์แบบใช้ชิปที่มีอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semi – conductors)
จำนวนมากเป็นหน่วยความจำในการเก็บรักษาข้อมูลหรือที่เรียกว่า SSD (SolidState Drives) เป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

เพราะราคาถูกลง และมีขนาดความจุในการเก็บข้อมูลให้เลือกใช้งานมากขึ้นแต่ก็ยังมีราคาแพงกว่าฮาร์ดดิสก์ที่ใช้จานแม่เหล็กในการเก็บข้อมูลเมื่อเทียบกับขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ อย่างไรก็ตามฮาร์ดดิสก์ประเภทนี้ก็มีข้อดีมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลดีขึ้น

มีขนาดบางเมื่อเทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก ทำงานเงียบและทนต่อการกระแทก สำหรับอินเทอร์เฟซของฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ก็จะเป็นแบบSATA ซึ่งจะมีความเร็วในการอ่านข้อมูล 120 MB/s และเขียนข้อมูล 100 MB/s(เมกะไบต์ต่อวินาที) ส่วนความจุฮาร์ดดิสก์แบบใช้ชิปก็จะมีให้เลือกตั้งแต่ 40, 80,120, 160, 320, 500 GB, 1000 (1 TB), 2000 (2 TB)เช่นเดียวกับฮาร์ดดิสก์แบบจานแม่เหล็ก